วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความภูมิใจ.....ของวิชาชีพพยาบาล

     ช่วงปี 2551 ทางโรงพยาบาลได้ให้โอกาสที่ดีไปอบรม  เรื่องสมาธิบำบัดที่วัดปัญญานันทาราม  คลอง  3  จังหวัดปทุมธานี  เป็นเรื่องโชคดีของชีวิตที่ได้มีโอกาสไปอบรมลักษณะนี้  เพราะนำมาใช้กับการทำงานและชีวิตได้ด้วย  ต้องขอขอบคุณหัวหน้างานมากค่ะ  ที่ให้โอกาส  การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์  และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายประเมินกิจกรรมสมาธิบำบัดอยู่ในระดับดีเยี่ยม
       โครงการศูนย์สมาธิบำบัดสำหรับผู้ป่วยและญาติ  เป็นโครงการที่จัดขึ้นตามแผนปฏิบัติการของโรงพยาบาลในปี  พ.ศ.2549-2552  โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อจัดตั้งเครือข่ายศูนย์สมาธิบำบัดสำหรับผู้ป่วยและญาติในสถานบริการ  รวมทั้งหาต้นแบบในการพัฒนาสุขภาพให้มุ่งไปสู่การสร้างสุขภาพแบบองค์รวม  แนวพุทธ  โดยใช้สมาธิบำบัดเป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินการฝึกและพัฒนาจิตให้เกิดสมรรถภาพจิต  คุณภาพจิต  และสุขภาพจิตที่ดี  เพื่อตอบสนองนโยบายคนไทยแข็งแรง  เมืองไทยแข็งแรง  โดยมีกลุ่มเป้าหมาย  คือ  ผู้ป่วย  ญาติ  บุคลากรทางการแพทย์  และประชาชนทั่วไปในเขตรับผิดชอบของสถานบริการ
       สุขภาพองค์รวมแนวพุทธ  และสมาธิบำบัดได้เริ่มเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  สยามบรมราชกุมารีทรงเสด็จ ณ. โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ทรงตรัสแก่ข้าราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตามเสด็จว่า
   “สมาธิเป็นเรื่องที่มีประโยชน์  ควรนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในทุกโรงพยาบาลทั่วทั้งประเทศ  และน่าจะนำไปใช้ที่บ้านด้วย”
      แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  10/พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติให้ความหมายของสุขภาพหมายถึง  “ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย  จิตใจ  ทางปัญญาและทางสังคม  เชื่อมโยงเป็นองค์รวมอย่างสมดุล”
      นพ.ชูฤทธิ์  เต็งไตรสรณ์  หัวหน้างานสมาธิบำบัด  กองการแพทย์ทางเลือก  กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  ท่านเป็นวิทยากรประจำตลอดการอบรม  ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลผู้ป่วยแนวพุทธ
    วันแรกของการอบรมวิทยากรบอกกับผู้เข้าอบรมว่าให้ทุกคนถอดหมวกไว้ที่บ้านก่อนท่านที่สวมหมวกหลายใบ  ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบไม่ใช่หมวกจริงๆ  ผู้เข้าอบรมบางท่านเป็นหัวหน้าตึก  หัวหน้างานต่างๆ  ภรรยาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  เป็นแม่ของลูก  เป็นภรรยา  ฯลฯ  แต่ทุกคนมาอบรมต้องปล่อยวาง  รับการอบรมอย่างเต็มที่
    ช่วงอบรมมีพระอาจารย์สลับกันมาให้ความรู้ตลอด  รู้สึกประทับใจกับคำสอนของพระอาจารย์ทุกท่านที่ให้แนวคิดมาใช้ในชีวิตและการทำงาน  มีท่านหนึ่งที่ประทับใจมาก  ท่านเป็นพระอาจารย์ฝรั่ง  ท่านมาอยู่เมืองไทยนานแล้ว  พูดภาษาไทยชัดเจน  ท่องภาษาบาลีได้เก่งมาก  ท่านได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า  คนเราไม่ต้องคิดอะไรมากปล่อยวางจิตใจไม่ฟุ้งซ่านเพื่อจะได้ทำงานอย่างมีความสุข  มีคนคิดเชิงบวกไว้  สมมุติว่าเงินเดือน  15,000  บาท  ให้คิดว่า  5,000  บาท  เป็นค่านายว่า  5,000  บาท  ค่าเพื่อนร่วมงานตำหนิ  นินทา  อีกที่เหลือ  5,000  บาท  ก็เป็นค่าทำงาน  คิดได้อย่างนี้แล้ว  สบายใจเมื่อถูกตำหนิ  ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามเกี่ยวกับงานจะไม่ท้อแท้หรือหมดกำลังใจง่าย  จึงทำให้มีมุมมองในการคิดและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้โดยใช้วิธีเปลี่ยนความคิดที่ตัวของเราเองก่อน
      ศูนย์สมาธิบำบัดที่กล่าวถึง  หมายถึง  ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทาน  ศีล  ภาวนา  ให้กลุ่มเป้าหมาย  หลัก  3  กลุ่ม  คือ  กลุ่มผู้ป่วย  ญาติ  เจ้าหน้าที่  และประชาชนทั่วไปในเขตรับผิดชอบของสถานบริการทางด้านสุขภาพนั้นๆ
     ศูนย์สมาธิบำบัดมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่นำหลักธรรมทางศาสนาในเรื่อง  ทาน  ศีล  ภาวนา  สถานบริการนั้น  เพื่อให้เกิดสติหรือความสุขสงบทางอารมณ์  เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้รักษาและผู้ป่วยให้กลับคืนสู่วัฒนธรรมทางแพทย์ดั้งเดิมของคนไทยในอดีตเพื่อฝึกการออกกำลังจิตในกลุ่มผู้ป่วย  ญาติ  เจ้าหน้าที่  และประชาชนในเขตรับผิดชอบและที่สำคัญ  เพื่อลดข้อร้องเรียนด้านพฤติกรรมในการให้บริการของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
        กิจกรรมทาน  เป็นกิจการที่เป็นการกระทำให้ผู้อื่นเพื่อช่วยขัดเกลาจิตใจให้เกิดความเสียสละ  ลดความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ได้แก่  การบริจาค  การทำบุญ  การตักบาตร  การปล่อยสัตว์  การให้ธรรมะหรือความรู้  การถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ป่วยและญาติ
      กิจกรรมศีล  เป็นกิจการที่ส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีงามถูกต้องเหมาะสม  ได้แก่  กิจกรรม  5  ส   การตรงต่อเวลา  การส่งเสริมสุขภาพ  การรักษาสิ่งแวดล้อม  การประหยัดพลังงานของสถานบริการ
        กิจกรรมภาวนา  เป็นกิจกรรมเพื่อให้เกิดสติ  เกิดการตั้งมั่น  สงบนิ่ง  เป็นสมาธิไม่ก่อให้เกิดโทษต่อตนเองและผู้อื่น  เช่น  การสวดมนต์  การนิ่งสมาธิ  การแผ่เมตตา  การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
      สำหรับสมาธิบำบัดในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย  มีกิจกรรมที่ทำสนใจ  คือ  การทำบุญตักบาตรทุกวันพระ  8  ค่ำ  15  ค่ำ  ก่อนวันพระ  1-2  วัน  พยาบาล/ผู้ช่วยเหลือคนไข้  ประกาศเสียงตามสายประชาสัมพันธ์ให้แก่ผู้ป่วยเตรียมใส่บาตรพรุ่งนี้  นิมนต์พระสงฆ์จากวัดป่าเนรมิตวิปัสสนา  อำเภอด่านซ้าย  จังหวัดเลย  จำนวน  3  รูป  คุณไกรลาศ พิมพ์รัตน์  จิตอาสารับส่งพระ  สลับกับพนักงานขับรถของ  รพ.  สถานที่ใช้บริเวณห้องโถงหน้าตึกผู้ป่วย  ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือลุกลำบากหากประสงค์จะทำบุญ  นิมนต์พระสงฆ์  ใส่บาตรที่เตียง  เจ้าหน้าที่เตรียมกระจาดใส่ของ  แก้วน้ำ  ขวดน้ำสำหรับกรวดน้ำให้มีบทสวดมนต์ให้อ่าน  กล่าวคำถวายเสร็จหอผู้ป่วยใน  1  ต่อด้วยหอผู้ป่วยใน  2  ถ้าหากผู้ป่วยและญาติไม่ทันก็สามารถตักบาตรบริเวณทางเดินพระสงฆ์ลงมาได้
       สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกวัน  เวลาทำกิจกรรมประมาณ  19.30-20.00 น.  เตรียมผู้ป่วยจัดสิ่งแวดล้อมให้สงบปิดไฟ  ประกาศเสียงตามสายเชิญชวนเตรียมตัวสวดมนต์ไหว้พระ  หันหน้าไปทางหิ้งพระประจำตึกฝั่งหญิงฝั่งชาย  จากนั้นจัดสิ่งแวดล้อมให้ผู้ป่วยพักผ่อน
     ผู้ป่วยและญาติที่มารับบริการที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายเกือบทั้งหมด  นับถือศาสนาพุทธเมื่อมารักษาตัวที่โรงพยาบาลก็ไม่พลาดโอกาสที่ได้ทำบุญและสวดมนต์ไหว้พระทำให้รู้สึกเหมือนผู้ป่วยทำให้สามารถปรับตัวขณะอยู่โรงพยาบาลได้ง่าย  สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่และญาติ  ผู้ป่วยและญาติไว้วางใจเจ้าหน้าที่มากขึ้น  ทำให้การพูดคุยปัญหาผู้ป่วย  การให้คำแนะนำต่างๆ  ง่ายขึ้น  อีกทั้งได้ฟังวัฒนธรรมมาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น  เชื่อมโยงเป็นองค์รวมอย่างสมดุล

วิชาชีพพยาบาล.......

        วิชาชีพพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำงาน  ความรู้ที่มีในตำราต้องนำมาปฏิบัติกับผู้ป่วย  ซึ่งหมายถึง  ความเป็นความตาย  ฉะนั้นทุกอย่างที่ทำกับผู้ป่วยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลักสำคัญ  แต่ก่อนที่จะได้ลงมือปฏิบัติกับผู้ป่วย  ย้อนไปอดีตขณะเป็นนักศึกษาพยาบาล  ก็จะมีอาจารย์พยาบาลเป็นคนกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด  จบเป็นพยาบาลใหม่เข้าทำงานจะมีพี่พยาบาลคอยดูแลทุกอย่างที่เราปฏิบัติกับผู้ป่วย  จะเห็นได้ว่าวิชาชีพเราเป็นวิชาชีพที่พี่สอนน้อง  เพราะน้องใหม่ที่จบมายังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะนอกเหนือจากตำราที่เรียนมา 
       ผู้เขียนในฐานะที่เคยเป็นน้องใหม่  ประสบการณ์ต่างๆ  ที่พี่สอนรู้สึกประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้เขียนอยากถ่ายทอดประสบการณ์ที่ดีๆ  ในการทำงานแก่น้องพยาบาลที่จบใหม่  สิ่งที่ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ดูแลน้อง  เช่น  สิ่งปวดล้อมและความปลอดภัย  การดูแลผู้ป่วยวิกฤต  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่สำคัญในหน่วยงาน  ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องมือทางการแพทย์ในหน่วยงานที่สำคัญ  ได้แก่  Defibrillator,  EKG  Defibrillator  น้องใหม่ที่จบมาบางคนยังไม่เคยเห็นไม่เคยใช้  ติด  Lead  ยังไม่เป็น  ต้องบอกว่าแดงเหลืองเขียวติดบริเวณใดแล้ว  ยังมีคู่มือเป็นไกด์ติดไว้ที่ตัวเครื่องเพื่อได้ทบทวน  สิ่งที่สำคัญคือการดูแลรักษาหลังใช้งาน  ควรเช็ดเจล ออกจาก  papdle  ม้วนเก็บสายให้ดีไม่ให้สายแตกหัก  เพราะเคยมีสายแตกจนได้เปลี่ยนสายใหม่แล้ว   EKG  จะมีปัญหาน้องใหม่ติด  Lead  ยังไม่คล่อง  จึงต้องบอกว่าท่องจำได้จะเร็วขึ้น  คือเริ่มจากแดง  เหลือง  เขียว  น้ำตาล  ดำ  ม่วง  แต่ไม่จำก็ได้ให้ดูที่สีและคู่มือที่เป็นไกด์ไว้กับตัวเครื่อง  ที่สำคัญใช้งานเสร็จควรนับอิเล็กโทรตให้ครบ ห้ามหายห้ามแตก  และที่สำคัญเมื่อกระดาษหมด  เปลี่ยนใส่อย่างไรก็สำคัญ  ดังนั้น  หอผู้ป่วยเราจึงมีการดูแลตรวจสอบความพร้อมใช้ของเครื่องมือในหน่วยงานทุกวันเพื่อให้พร้อมใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วย
            จะเห็นได้ว่าบทบาทพยาบาลนอกจากจะดูแลผู้ป่วยแล้ว  ในองค์กรก็ต้องมีการดูแลซึ่งกันและกัน  โดยเฉพาะน้องใหม่เพราะยังขาดประสบการณ์ในการทำงานเพื่อให้ได้เป็นพยาบาลที่มีประสิทธิภาพเป็นคลื่นลูกใหม่ของวิชาชีพต่อไป

ประสบการณ์ดีดี

     เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่งดิฉัน พี่ต่าย ฝ่ายกายภาพและพี่แน่งฝ่ายเวชฯ ได้ไปเยี่ยมบ้านตาประสิทธิ์ ศรีพรหม ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มีปัญหาเรื่องการลุกเดินทำกิจกรรม เรื่องหอบ หลังจากที่ดิฉันและทีมเยี่ยมบ้านไปถึงบ้าน ลูกเขยของคุณตาได้พาดิฉันและทีมเยี่ยมบ้าน เข้าไปหาคุณตาที่ห้อง (ส่วนตัว) ของคุณตา เป็นห้องที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกเกือบทุกอย่าง เช่น TV, ห้องน้ำ, พัดลม ฯลฯเมื่อคุณตาเห็นดิฉันและทีมเยี่ยมบ้านดูท่าทางคุณตาดีใจมาก ส่งเสียงทักทายทันที และสอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่สงสัย แต่คุณตาค่อนข้างหูตึงจึงต้องสื่อสารกันโดยการเขียนข้อความให้อ่าน ส่วนคุณตาก็สวมแว่นตา และมีแว่นขยายข้าง ๆ ทีมเยี่ยมบ้านเริ่มต้นด้วยการประเมิน V/S ได้ความดันโลหิต120/80 mnHgหลังได้รับยาความดันโลหิตสูงไปรับประทาน ดิฉันบอกคุณตาว่าความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปรกติ คุณตาดีใจมาก ต่อมาก็ประเมินเสียงปอด เสียงปอดปรกติ ถามถึงยาพ่น คุณตาหยิบออกมาให้ดู และพยายามจะกดให้ดูแต่ไม่มีแรง ลูกเขยต้องมาช่วยกดให้คุณตาๆสูดยาเข้าปอดได้ ลูกเขยคุณตาบอกดิฉันและทีมเยี่ยมบ้านว่าคุณตาจะเชื่อฟัง และปฏิบัติตามที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่แนะนำเท่านั้น แต่เมื่อญาติหรือคนรู้จักบอกจะไม่ค่อยเชื่อฟังและไม่ปฏิบัติตาม หลังจากนั้นคุณตาก็ได้แสดงวิธีการบริหารปอดด้วยการเป่าลูกโป่ง คุณตาเป่าได้ 2 ลูก สังเกตว่าข้าง ๆ คุณตาจะมีลูกโป่งที่คุณตาเป่าวางไว้จำนวนมาก และที่ยังไม่ได้เป่าก็มากเช่นกัน จากนั้นกายภาพก็แนะนำเรื่องการบริหาร โดยการชกลูกโป่งที่เป่าไว้ คุณตาชกใหญ่ บอกว่าเคยเป็นนักมวยเดิม ชกอยู่นาน จนดิฉันและทีมเห็นว่าคุณตาเริ่มเหนื่อยแล้วจึงให้หยุด ลูกเขยบอกว่าทุก ๆ เดือนคุณตาจะชอบซื้อหวย และลอตเตอรี่ (ฝากลูกซื้อ) และจะมีทีมซื้อหวยมาเป็นประจำ คุณตาบอกว่าถ้าถูกลอตเตอรี่จะเอาไปรักษาตัวให้หายเป็นปกติ ส่วนเรื่องปัญหาการลุกเดินของคุณตา ลูกได้ทำราว 2 ข้าง ให้เข้าไปถึงหน้าห้องน้ำ ให้คุณตาลุกเดินไปอาบน้ำ และเข้าห้องน้ำได้เอง โดยไม่ต้องมีคนช่วยและป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ส่วนการเดินโดยใช้ Walker เดินออกไปนอกบ้าน คุณตาปฏิเสธเพราะเคยหกล้มครั้งหนึ่ง จากนั้นดิฉันและทีมเยี่ยมก็แนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวอีกครั้งก่อนกลับ
       ส่วนผู้ป่วยรายที่ 2 ของการเยี่ยมวันนี้ คือ ยายปิว Case ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี แต่ดูผอมเพลีย พลิกตัวลำบาก นั่งไม่ได้ ตัวคุณยายและลูก ๆ ทราบเกี่ยวกับโรคและอาการของคุณยายดี ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ญาติบอกว่าคุณยายเริ่มกินได้น้อย กินแต่อาหารประเภทน้ำ ๆ เห็นนั่นเห็นนี่ผิดจากความเป็นจริง ยายปิวมีปัสสาวะเล็ด ญาติจึงใส่ผ้าอ้อมไว้ให้ ส่วนปัญหาเรื่องท้องอืดไม่มี ส่วนปัญหาเรื่องปวด ก็ได้ยา Tramol จัดให้ทานไม่ได้ขอยาเพิ่ม ผู้ป่วยก็อยู่ได้ หลังจากพูดคุยกับคุณยายได้สักครู่คุณยายก็หลับ ดิฉันและทีมเยี่ยมบ้าน จึงออกมาคุยนอกห้องคุณยาย พี่แน่งได้ให้แผ่นพับเกี่ยวกับอาการ และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย พร้อมทั้งเบอร์โทรศัพท์แก่ญาติไว้ เวลามีปัญหาให้โทรไปปรึกษาได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งแนะนำให้ญาติยืมแผ่น CD ธรรมะได้ที่หอผู้ป่วยใน 1 เพื่อนำมาเปิดให้คุณยายฟัง พี่แน่งได้ถามญาติและลูกผู้ป่วยว่าตัวคุณยายอยากทำอะไรหรืออยากได้อะไรไหม ญาติและลูก ๆ บอกว่า ก่อนหน้านี้คุณยายเป็นคนชอบทำบุญก็ได้พาคุณยายไปใส่บาตรที่หน้าบ้านแล้ว (ตอนที่คุณยายยังมีแรงดีอยู่) พาไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัด และผู้ป่วยอยากไปไหว้พระธาตุ ก็พาคุณยายไปไหว้แล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไร ก่อนกลับก็ย้ำให้ลูกและญาติไปเอาแผ่น CD ธรรมะที่ตึกหอผู้ป่วยใน 1 เพื่อมาเปิดให้คุณยายฟังบ้างก่อนเดินทางกลับโรงพยาบาลเวลา 16.00 น.
       วันนี้ดิฉันรู้สึกว่าได้ค้นพบบางสิ่งจากการออกเยี่ยมบ้านกับทีมเยี่ยมบ้านหน้าที่ของเรานั้นไม่ได้มีเพียงการดูแลแล้วผ่านเลยไปในหอผู้ป่วย การติดตามเยี่ยมได้เห็นถึงรอยยิ้มปัญหาของผู้ป่วยในแต่ละด้านแต่ละโรคที่ผู้ป่วยแต่ละคนได้ประสบกับความทุกข์ที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยได้มีแรงสู้กับชีวิตต่อไป อย่างมีความสุขไม่ทนทุกข์ทรมานมาก

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

เยี่ยมบ้าน.....ครั้งแรก.......

       วันที่ 4 ตุลาคม 2554 เวลา 13.30 . ได้ออกเดินทางไปเยี่ยมบ้านกับพี่แน่ง พยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัว ซึ่งเป็นการลงเยี่ยมบ้านครั้งแรกของการทำงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย โดยวันนี้พี่แน่งอธิบายว่า จะลงเยี่ยมบ้าน 2 ราย โดยรายแรก คือ ผู้ป่วย COPD ซึ่งปัญหาที่ต้องลงไปประเมินที่บ้านคือ การใช้พ่นยาไม่ถูกต้อง เมื่อเดินทางไปถึงบ้านผู้ป่วยแล้ว มองดูสภาพรอบ ๆ บ้าน เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง ใต้ถุนบ้านมีของต่าง ๆ วางอยู่ บันไดบ้านเริ่มชำรุด บริเวณบนบ้านกว้างขวาง ห้องนอนคุณตาสำรวยซึ่งเป็นผู้ป่วยนั้นมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก แต่ของในห้องนอนวางไม่ค่อยเรียบร้อย ในขณะที่มองรอบ ๆ บ้านอยู่ คุณตาสำรวยก็เดินออกมาจากบ้าน พี่แน่งได้กล่าวทักทายคุณตาสำรวย แล้วพี่แน่งก็เริ่มสนทนา เกี่ยวกับการพ่นยาของคุณตา ซึ่งคุณตาสำรวยบอกว่าตนเองพ่นยาถูกต้องตามที่หมอสั่ง ก็เลยให้คุณตาพ่นยาให้ดู คุณตาพ่นได้ถูกต้อง แต่ดูกล่องยาพ่นแล้ว หมดทุกกล่องแล้วก็หมดก่อนวันที่หมอนัด ซึ่งน่าจะหมายความว่าคุณตาสำรวย พ่นยาบ่อยเกินไปหรือพ่นยาผิด เช่น Seretide หมอสั่งให้พ่น เช้า – เย็น แต่คุณตานำไปพ่นเวลาที่รู้สึกเหนื่อย จึงแนะนำการพ่นยาแต่ละชนิดที่ถูกวิธีให้คุณตาเข้าใจใหม่ แล้วก็ถามเรื่องครอบครัว โดยครอบครัวของคุณตาสำรวยอาศัยอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ คุณตา ลูกชายและลูกสะใภ้ อาศัยอยู่บ้านก็มีความสุขดี แต่พอพี่แน่งถามเรื่องภรรยา คุณตาก็มีสีหน้าเศร้า น้ำตาคลอ บอกว่าน้อยใจที่ภรรยาไม่มาเยี่ยม พี่แน่งจึงพูดให้กำลังใจและเปลี่ยนเรื่องคุย หลังจากนั้นคุณตาก็มีสีหน้าแจ่มใสขึ้น จึงดูแลตรวจร่างกายและวัดความดันโลหิต คุณตาดูเหนื่อยเล็กน้อย คุณตาบอกว่า “เวลาทำกิจกรรมแล้วจะเหนื่อยง่าย” ต้องนั่งพักเป็นประจำ พี่แน่งจึงแนะนำให้คุณตาทำกิจกรรมเบา ๆ เพราะหากทำกิจกรรมแล้วเหนื่อยให้นั่งพักผ่อนก่อนแล้วค่อยทำกิจกรรมต่อ และแนะนำให้เดินขึ้นลงบันไดอย่างระมัดระวังเนื่องจากบันไดเริ่มชำรุด หลังจากนั้นก็ได้ลาคุณตากลับ
         ขณะเดินทางกลับได้แวะบ้านของภรรยาคุณตาสำรวยเพื่อให้ภรรยาไปรับยาพ่นที่โรงพยาบาลให้คุณตา และพี่แน่งก็ได้อธิบายให้ภรรยาทราบว่าคุณตาเหงาอยากให้ไปเยี่ยมบ้าง ซึ่งคุณยายก็รับปากว่าจะไปเยี่ยมดูแลให้บ่อยขึ้น หลังจากนั้นก็เดินทางไปเยี่ยมคุณลุงทันใจ อรรคสูรย์ ผู้ป่วย COPD , HT ปัญหาที่ต้องไปเยี่ยมคือ กินยาไม่ถูกต้อง เมื่อเดินทางไปถึงบ้านรอบ ๆ บ้าน บริเวณบ้านสะอาด พอเข้าไปในบ้านเจอคุณลุงทันใจ และภรรยา ดูแจ่มใส พี่แน่งทักทาย และพูดคุยถึงกิจกรรมที่คุณลุงทำในแต่ละวัน โดยคุณลุงชอบขับมอเตอร์ไซด์ไปตกปลา และทำกิจกรรมในบ้านเป็นประจำไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ทำให้คุณลุง รู้สึกเหนื่อยง่าย พี่แน่งจึงแนะนำให้คุณลุงทำกิจกรรมเบา ๆ และแนะนำไม่ให้ออกไปตกปลาคนเดียวและงดการทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก ถ้ารู้สึกเหนื่อยให้นั่งพักหลังจากนั้นจึงถามเรื่องการพ่นยาและการกินยา การพ่นยานั้นคุณลุงสามารถบอกได้ว่า Seretide พ่นวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น และยา Ventolin นั้นให้พ่นเวลาหอบ พอถามเรื่องการกินยา สามารถอธิบายได้ว่ากินยาเวลาใด หลังจากนั้นจึงประเมินร่างกาย วัดความดันโลหิต คุณลุงดูไม่มีอาการหอบเหนื่อย หลังจากนั้นจึงลาคุณลุงกลับโรงพยาบาล คุณลุงและภรรยาก็กล่าวขอบคุณที่มาเยี่ยม ขณะที่เดินทางกลับโรงพยาบาล พี่แน่งก็เล่าให้ฟังว่า ครั้งก่อนที่มาเยี่ยมคุณลุงทันใจ ความดันโลหิตสูงมาก พี่แน่งจึงสอบถามเรื่องการกินยา ความดันโลหิตว่ากินประจำทุกวันไหม ซึ่งคุณลุงทันใจไม่ได้กินยา เป็นประจำ พี่แน่งจึงแนะนำว่าให้ทานยาเป็นประจำทุกวันตามที่หมอสั่ง พอมาเยี่ยมครั้งนี้ถามเรื่องการกินยาลุงก็บอกว่าทานยาเป็นประจำทุกวันตามที่หมอสั่ง และประเมินจากความดันโลหิต พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปรกติ
         เมื่อเดินทางกลับมาถึงโรงพยาบาลพี่แน่งก็ได้สอนเกี่ยวกับลงข้อมูลการเยี่ยมบ้านใน Computer ทำให้เรียนรู้วิธีการและขั้นตอนการลงข้อมูล และได้เรียนรู้ขั้นตอนและวิธีการเยี่ยมบ้าน โดยพี่แน่งพยายามแก้ไขปัญหานั้น ๆ ให้ลดน้อยลง และสังเกตเห็นว่า เวลาที่คุยกับ Case เยี่ยมบ้านพี่แน่งคุยเรื่องทั่วไป ไม่เจาะจงถึงปัญหาเนื่องจากผู้ที่ได้รับการเยี่ยมอาจไม่พูดความจริง ผู้มาเยี่ยมต้องสร้างความคุ้นเคยโดยการถามเรื่องความเป็นอยู่ คนที่ดูแลแล้วจึงถามเรื่องการพ่นยา การกินยา ก็จะทำให้ทราบถึงปัญหาและสิ่งที่ผู้ป่วยมีความความวิตกกังวล เพื่อจะนำปัญหานั้นมาร่วมกันแก้ปัญหาร่วมกับญาติ และติดตามการเยี่ยมบ้านในครั้งต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

ความสุข.......ของคนเยี่ยมบ้าน

   ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายจัดให้บริการคลินิกจิตเวชแก่ผู้ป่วยในเขตอำเภอด่านซ้าย และอำเภอใกล้เคียง เพื่อความสะดวกสบายในการมารับบริการของผู้ป่วยและญาติ ซึ่งไม่ต้องการเดินทางไกลไปถึงจังหวัดเลย เพราะมีจิตแพทย์ตรวจรักษาด้วยตนเอง
   หลังคลินิกให้บริการเรียบร้อย ตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ป่วยจิตเวชไม่มาตรวจตามนัดหลายราย ในบ่ายวันนี้ เราเลือกที่จะไปเยี่ยมผู้ป่วยรายหนึ่ง ซึ่งไม่มาตามนัด และอยู่ในเขตเวชปฏิบัติครอบครัว ตำบลด่านซ้าย ซึ่งไม่ไกลมากนัก ห่างจากโรงพยาบาลระยะทาง 3 กิโลเมตร เมื่อไปถึงบ้านพบคุณยายอายุเกือบ 80 ปี สอบถามแล้วเป็นแม่ของไพรวัลย์ ผู้ป่วยจิตเวชที่เรามาเยี่ยมนั้นเอง ไพรวัลย์อายุ 44 ปี อาศัยอยู่กับแม่ 2 คน ข้างบ้านเป็นบ้านของพี่น้องที่ปลูกเรียงรายกัน แม่ของไพรวัลย์ ต้อนรับเราอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับเคี้ยวหมากปากแดง พูดพร้อมกับบ้วนน้ำหมากเป็นระยะๆ แม่ของไพรวัลย์บอกว่าไพรวัลย์อยู่ในบ้าน พร้อมเรียกลูกชายออกมาพบพยาบาล พบว่าไพรวัลย์ดูหน้าตาไม่สดชื่น อิดโรย แววตามีกังวล พูดน้อย ถามคำ ตอบคำ มีหูแว่วบ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่มีภาพหลอน กลางคืนนอนไม่หลับ และบอกว่ามีคนเอามีดมาผ่ากระเพาะตนเอง ไม่ให้กินยา ไพรวัลย์ไม่ยอมกินยาต่อเนื่องกินบ้างไม่กินบ้าง จึงทำให้อาการทางจิตกำเริบ แม่ของไพรวัลย์เล่าว่าหลังเลิกงาน เพื่อนๆจะมาชวนดื่มสุรา เมื่อดื่มจนเมาแล้วก็ลืมกินยา ทำให้เขานอนซมอยู่บ้านไม่อยากไปโรงพยาบาล และไม่อยากรับจ้างทำงาน
     ขณะที่พูดคุยกันอยู่ก็มีวัยรุ่นในหมู่บ้านเดียวกัน และเป็นญาติกับไพรวัลย์ เข้ามาทักทาย หนึ่งในนั้นก็เป็นผู้ป่วยจิตเวชเหมือนกันด้วย เขาจำพยาบาลได้ จึงเข้ามาพูดคุยด้วยได้พักหนึ่งแล้วก็ขอตัวกลับ แม่ของไพรวัลย์ บอกว่ากลุ่มนี้แหละที่ชอบชวนกินเหล้า พร้อมเข้าไปหยิบถุงยามาให้พยาบาลดู เมื่อเราถามหายาของไพรวัลย์พบว่ามีหลายถุง และไม่ได้รวบรวมไว้แต่ละชนิด อาจเป็นไปได้ว่า กินยาผิดชนิดและไม่ถูกเวลา เราจึงพยายามอธิบายวิธีการกินยาที่ถูกต้องแต่ละชนิดแก่แม่และไพรวัลย์ รวมทั้งแยกยาแต่ละชนิดที่ไม่จำเป็นเก็บคืนหลายถุง แม่ของไพรวัลย์ดูเข้าใจดี มีปัญหาเรื่องสายตาบ้าง แต่ก็พอเข้าใจ แต่ก็ยังกังวลว่า ลูกชายไม่ค่อยเชื่อฟัง ถ้ามีอาการกำเริบขึ้นมา แต่แม่ก็รับปากจะดูแลเรื่องกินยาให้มากขึ้น พูดพร้อมกับบ้วนน้ำหมาก แม่บอกว่าก็มีแต่แม่นี่แหละที่ดูแลไพรวัลย์เพราะ พี่ๆ น้องๆ ก็ไปทำมาหากิน ไปค้าขายในตลาด 2-3 คน เขาก็ได้ให้อาหารมากิน แม่บอกว่าห่วงแต่ไพรวัลย์ที่เลี้ยงไม่รู้จักโต ความจริงแล้ว ไพรวลย์เคยมีครอบครัว แต่เลิกรากันไปมีลูกสาว 1 คน ตอนนี้ลูกสาวก็แต่งงานมีหลานอายุ 1 ปีเศษแล้วด้วย ไพรวัลย์มีหลานก็เป็นตาแล้วซิ แม่บอกว่าถ้าแม่ตายไป ไม่รู้ว่าใครจะมาดูแลไพรวัลย์ ใช่สินะ ถ้าหากไม่มีใครดูแล ผู้ป่วย จิตเวชเหล่านี้อาการกำเริบมากขึ้น สำหรับผู้ป่วยจิตเวชแล้ววินัยในการกินยาสำคัญที่สุดและต้องงดสุรา/ บุหรี่ เพราะสิ่งเสพติดเหล่านี้มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาด้วย ทำให้ยาที่กินมีประสิทธิภาพลดลง
     เมื่อถึงเวลาพอสมควร เราขอลากลับพร้อมกับกำชับเรื่องการกินยา อาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์ก่อนนัด นัดครั้งต่อไป และพวกเราบอกกับแม่และไพรวัลย์ว่าเราจะกลับมาเยี่ยมพวกเขาอีก เพื่อติดตามการรักษาต่อไป และวางแผนไว้ว่าเราจะทำอย่างไร ให้เขาดูแลคนเองได้ ทำงานได้โดยไม่เป็นภาระของคนอื่น พึ่งตนเองได้ วันนั้น คุณยายก็คงนอนตายตาหลับนั่นคือ โจทย์ของทีมเยี่ยมบ้านต้องทำการบ้าน ถ้าทำได้อย่างคิดไว้ ทีมเยี่ยมบ้านเองก็พลอยเป็นสุขด้วย

เรื่องของ........ยายปุ่น..

     บ้านไม้ชั้นเดียว รอบ ๆ มีต้นไม้ใหญ่เล็ก ดูร่มรื่นน่าอยู่ ถ้าเปรียบกับในเมืองแล้วคงมีแต่ฝุ่นควันเสียงรถวิ่งไปมา “ยายปุ่น” เสียงตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงใจดีและเป็นกันเองของป้าแน่ง ที่ต้องใช้คำว่าตะโกนร้องเรียกยายปุ่น เพราะยายปุ่น เป็นผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน หูยายตึงมาก สักครู่ดิฉันมองเข้าไปใต้ถุนบ้านเห็นหญิงวัยชรา กำลังนั่งล้างจานอยู่คนเดียว “ยายปุ่น หมอมาเยี่ยม” ป้าแน่งทักทายยายปุ่นพร้อมกับสวัสดี ยายปุ่นลุกจากที่ล้างจานแล้วรีบออกมาต้อนรับทันที ดิฉันรู้สึกได้ว่ายายปุ่นยินดีและดีใจมากที่เห็นหมอแน่งมาเยี่ยมที่บ้านพร้อมกับดิฉันซึ่งวันนี้ใส่ชุดพยาบาลสีขาวมาด้วย สักพักไพบูรณ์ ลูกสาวของคุณยายปุ่นก็มาร่วมพูดคุยกับเราด้วย วันนี้เรามาเยี่ยมยายปุ่น และมาตรวจร่างกายยายปุ่น ยายสุขภาพแข็งแรงดี แต่ที่สำคัญสุขภาพจิตใจของยายคงดีมากเพราะมองจากสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แจ่มใสตลอดการพูดคุย และมองไปบริเวณรอบ ๆ บ้านยังมีบ้านของลูก ๆ อยู่อย่างใกล้ชิด
ปัญหาของยายปุ่นทีเราพบคือว่าเมื่อไหร่ที่ไปตรวจที่โรงพยาบาลตามนัดทีไรยายก็มีระดับน้ำตาลสูงหรือไม่ก็น้ำตาลต่ำ จึงทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยาก ทำให้เราต้องลงเยี่ยมบ้านของยายเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหา แล้วก็พบว่า ยายจะฉีดยา Insulin ก่อนไปเจาะเลือดวันนัดเบาหวานทุกครั้ง อ๋อ นี่เองคือสาเหตุปัญหา เรานั่งคุยกับยายอยู่นาน จึงถามยายปุ่นถึงเรื่องรับประทานยา “ยายค่ะ ยาตัวนี้ทำไมเหลือน้อยจัง” ยายปุ่นหยิบซองยามาดูและบอกว่า “กินวันละเม็ด” ป้าแน่งมองไปที่ซองยา ยานี้ให้กินวันละ 1 เม็ดตอนเข้า แต่ดูที่ OPD Card หมอสั่งยาใหม่ให้กินวันละครึ่งเม็ด “คุณยายกินยาผิดแล้ว” ซองยานั้นเป็นซองยาเก่าที่หมอสั่งมานานแล้วแต่ตอนนี้หมอลดยาลง ดิฉันจึงเขียนซองยาพร้อมอธิบายให้ยายปุ่นเข้าใจวิธีการกินใหม่ ซึ่งยายตั้งใจฟังและบอกว่าจำได้ เราทวนสอบความเข้าใจของยาย ยายก็ตอบคำถามได้เป็นอย่างดี เรานั่งคุยถามเรื่องทั่ว ๆ ไปกับยายปุ่น ยายคุยไปยิ้มไป สักพักเราก็ลายายปุ่นกลับโรงพยาบาล
    มาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ทำให้ฉันรู้ว่ามันมีอะไรหลายอย่างที่เราไม่รู้ ในขณะที่เราทำงานในที่โรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว การมาเยี่ยมบ้านเราได้เรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิตในแบบของชาวบ้าน เราได้รู้ถึงความลำบาก และการดูแลตนเองของคนไข้ที่เราพบเห็น วันนี้ดิฉันรู้สึกดีใจที่ป้าแน่งได้มาสอนประสบการณ์ใหม่ ๆ ดี ๆ ที่ทำให้เราได้รู้ในอีกมุมหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ซึ่งมันไม่เหมือนกับการดูแลในหอผู้ป่วยในที่ทำงานอยู่ทุกวัน ประสบการณ์ครั้งนี้ดิฉันจะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยและการทำงานต่อไป

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

เพราะเราผูกพันธ์....

วันนี้ป้าแน่งกับป้าน้อย จะพาพยาบาลหอผู้ป่วยใน 1ไปเยี่ยมบ้าน ไปดูงานด้วย ไปดูซิว่าเวลาป้าๆไปเยี่ยมบ้านเป็นยังไงกันบ้าง เวลา 13.00น.รถออกจากโรงพยาบาลป้าแน่งบอกว่า วันนี้เราจะไปเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2 คนที่บ้านหนองฟ้าแลบ คนแรกชื่อยายปิวเป็นมะเร็งตับอ่อน คนที่ 2ยายคำฝุ่นเป็นมะเร็งปอด พี่ต้นคนขับรถขับรถไปเรื่อยๆระหว่างทางพี่แน่ง เล่าให้ฟังว่าความจริงแล้ววันนี้ไม่ใช่โปรแกรมออกเยี่ยมบ้านแต่จะพาน้องไปเยี่ยมยายเพราะว่าคุณยายดูไม่ค่อยดี การไปเยี่ยมคุณยายครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว เดี๋ยววันนี้เราจะไปเยี่ยมยายปิวก่อนคงใช้เวลาไม่มากนัก แล้วค่อยไปเยี่ยมยายคำฝุ่น
รถมาจอดหน้าบ้าน 2 ชั้น บ้านดูเงียบ ๆ แต่เปิดประตูไว้ พี่แน่งเดินเข้าไปหน้าบ้าน “สวัสดีค่ะหมอมาเยี่ยมค่ะ” สักครู่ป้าออนลูกสะใภ้ยายปิวเดินออกมายิ้มสวัสดีทักทาย พาเรา ป้าแน่ง ป้าน้อย เดินเข้าไปในห้อง ยายปิวนอนอยู่ในห้องชั้นล่างหลับตา ดูเหมือนอ่อนแรงเต็มที ป้าออนบอกว่า ยายไม่ยอมทานอะไรเลยตั้งแต่เช้าวันนี้นอนเป็นส่วนใหญ่ ปลุกก็ไม่ตื่น ป้าแน่งเข้าไปนั่งที่บนเตียงกับคุณยาย จับมือถามด้วยน้ำเสียงเอื้ออาทร “ยายเป็นไงบ้างหมอมาเยี่ยม” ยายปิวขยับตัวเล็กน้อยรับทราบถึงการมาของผู้มาเยือน ขวัญจับมือยายปิวดูปลายมือปลายเท้า เริ่มเขียวเย็นชื้น คุณยายหายใจแผ่ว ๆ ด้วยความลำบาก ดูเหมือนครั้งนี้ยายอาการทรุดลงมาก
ป้าแน่งเล่าว่า ครั้งแรกที่มายายยังพูดคุยได้ รู้ตัวรู้เรื่องดี คุณยายรู้สึกแปลกใจที่มีคุณหมอจากโรงพยาบาลด่านซ้ายมาเยี่ยม ป้าออน เล่าว่าหลังจากที่ป้าแน่งกลับคุณยายดีใจใหญ่ โทรไปเล่าให้ลูก ๆ หลาน ๆ ที่สกลนครฟังว่ามีหมอมาเยี่ยมด้วย คุณยายเป็นคนสกลนครพึ่งย้ายมาอยู่กับลูกชายที่บ้านหนองฟ้าแลบได้ 2 เดือนหลังจากป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน
การเยี่ยมครั้งที่ 2 ที่ป้าแน่งมาเยี่ยม ยายยังพูดได้ ยิ้มดีใจเมื่อป้าแน่งและน้องแอน (พยาบาลหอผู้ป่วยใน 1) ไปเยี่ยม คุณยายบอก “ไม่ห่วงอะไรแล้ว” มีเหนื่อยมากขึ้น เวลาลุกทำกิจกรรมเหนื่อยง่าย แต่ยายไม่เหนื่อยใจ ยายมีความสุขมากที่ได้อยู่ท่ามกลางลูกหลานอันเป็นที่รัก ตอนนี้คุณยายใส่ Pampers ไว้เพราะลุกเข้าห้องน้ำไม่ไหว น้องอู๋ก็จะเป็นคนคอยเปลี่ยน Pampers เช็ดเนื้อเช็ดตัวทำความสะอาดให้ยายปิวด้วยความเต็มใจ เวลาออกไปธุระข้างนอกก็จะรีบกลับมาหาคุณยาย ทำงานอยู่ใกล้ ๆ คอยฟังเสียงเรียกของย่า
น้องอู๋ เป็นลูกชายป้าออนกับคุณลุงตำรวจที่เป็นลูกชายยายปิว ยายปิวผูกพันธ์กับหลานคนนี้มาก เพราะยายเลี้ยงมาตั้งแต่แรกเกิด สองยายหลานจะสนิทกันมาก “เขารักของเขา” น้องอู๋เป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ อายุ 28 ปี ตั้งแต่รู้ว่ายายไม่สบาย น้องอู๋ก็ลาออกจากสโมสรฟุตบอล มาดูแลยายโดยเฉพาะ
ตื่นเช้าขึ้นมาทุกเช้า น้องอู๋ จะตื่นขึ้นมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ยาย พายายเข้าห้องน้ำ ทำกับข้าวให้ยาย และพายายไปใส่บาตรหน้าบ้านทุกเช้า เป็นภาพประทับใจที่ใคร ๆ เห็นแล้วชื่นใจ เด็กหนุ่มในวัยนี้ แทนที่จะไปเที่ยวเล่น อยู่กับเพื่อน แต่กับมาอยู่กับย่า ดูแลด้วยความใส่ใจตลอดทั้งวัน น้องอู๋จะคอยดูแลยายปิวอยู่ไม่ห่าง ห้องที่นอนเป็นห้องของน้องอู๋ รอบ ๆ ห้องมีภาพนักกีฬาที่น้องอู๋ชื่นชอบติดอยู่เต็มไปหมดแต่บนหัวเตียงที่ยายปิวนอนอยู่ด้วยเป็นรูปหลวงปู่ หลวงพ่อที่ยายปิวศรัทธา

แต่การมาเยี่ยมครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 คุณยายเรียกไม่ลืมตา ไม่มีเสียงพูด เสียงหัวเราะเหมือนครั้งก่อน ป้าแน่งนั่งจับมือ พูดข้าง ๆ หูคุณยาย “ถ้าเหนื่อยมากก็พักนะค่ะคุณยาย ทำบุญทำกุศลมาเยอะแล้ว ให้นึกถึงบุญทานที่เคยทำมา ไม่ต้องห่วงใครแล้วนะค่ะ”
ป้าออนบอกว่ายายปิวพูดครั้งสุดท้ายถามหาลุงตำรวจที่เป็นลูกชาย ป้าออนบอกว่าคุณลุงไปช่วยน้ำท่วม ที่อยุธยาตั้งแต่เมื่อวาน ป้าออนโทรบอกคุณลุงแล้ว ถึงอาการทรุดลงของยายปิว คุณลุงกำลังจะกลับมา
ป้าน้อยนั่งอยู่ข้าง ๆ ป้าแน่ง บอกให้ คุณยายภาวนา พุทธโธ หายใจเข้าพุธ หายใจออกโธ พูดไปน้ำตาไหลออกมา ด้วยความสงสารยาย เพราะว่าป้าน้อยรู้จักคุ้นเคยกับยายปิวนานแล้ว เคยเจอกันบ่อย ๆ เพราะแฟนป้าน้อยทำงานอยู่ที่เดียวกับลูกชายของยายปิว ป้าออนนั่งจับมือคุณยายอยู่อีกข้างน้ำตาซึม พูดไม่ให้ยายห่วงอะไร บอกลูกชายกำลังเดินทางมา
น้องอู๋เดินเข้ามาในห้อง ป้าแน่งบอกว่า ตอนที่คุณยายหายใจหอบขึ้น ปลายมือปลายเท้าเขียว เย็นยายคงอยู่กับเราอีกไม่นาน น้องอู๋นั่งลงแทบเท้าคุณยาย เอามือกุมเท้าคุณยายร้องไห้เงียบ ๆ ด้วยความเสียใจ ถึงแม้จะทำใจมานานแล้ว ความรู้สึกสูญเสียคนที่รักและผูกพันธ์ที่กำลังจะจากไป ไม่มีใครที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ในระหว่างนั้น คุณป้าออน เปิดเทปธรรมะที่ยืมมาจากโรงพยาบาลด่านซ้าย ให้คุณยายฟังเบา ๆ
ป้าน้อยยังร้องไห้ไม่หยุด ป้าแน่งน้ำตาคลอแต่ไม่ร้องไห้ ป้าน้อยค่อย ๆ ขยับตัวออกมา บอกให้น้องอู๋เข้ามานั่งกุมมือคุณยาย นั่งเป็นเพื่อนส่งยายเป็นครั้งสุดท้าย พูดคุยกับยายเป็นครั้งสุดท้าย น้องอู๋นั่งนิ่งพูดไม่ออก มีแต่แววตาที่มองคุณยายด้วยความห่วงใย ทุกคนนั่งเป็นเพื่อนยายปิว ส่งใจให้ยายไปสู่ภพภูมิที่ดี ป้าแน่ง ป้าออน พูดให้คุณยายสบายใจ อย่าห่วงกังวล คุณยายหายใจเหนื่อย ขยับแขนขาเล็กน้อย เรานั่งฟังเทปธรรมมะไปพร้อมคุณยายประมาณ 1 ชั่วโมง ป้าแน่งขอตัวกลับก่อน บอกลาและกราบที่หน้าอกยายปิวเป็นครั้งสุดท้าย ป้าแน่งถามว่า เรามีอะไรจะพูดกับยายไหม ข้าพเจ้าขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้ ๆ คุณยายพูดบอกให้คุณยายเข้มแข็ง ต่อสู้กับความเจ็บปวดก่อนที่ธาตุขันธ์จะแตกดับ อดทนต่อสู้กับความเหนื่อยที่ต้องเผชิญ ให้คุณยายนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่เคารพนับถือ นึกถึงครูบา อาจารย์ที่สกลนครที่คุณยายเคยกราบไหว้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ใจคุณยายมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีทานศีล กุศลที่ทำเป็นที่พึ่ง.....
ก่อนกลับ ป้าน้อยบอกว่าจะขอเป็นเพื่อนคุณยายต่อ ให้ป้าแน่งกับข้าพเจ้ากลับมาก่อนหลังจากบอกลา ยายปิวแล้ว ป้าออนออกมาส่ง ข้าพเจ้ากับป้าแน่งที่หน้าบ้านบอกกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ วันนี้คงไม่ได้ไปเยี่ยมยายคำฝุ่นแล้วเพราะเวลาคงไม่พอ ไว้วันหลังก่อนก็แล้วกัน....
ข้าพเจ้ากลับมาที่โรงพยาบาลเวลา 15.00 น. มาทำงานช่วยเพื่อนที่ตึกต่อ แต่ใจก็คิดถึงยายปิวว่าจะเป็นยังไงบ้าง เวลา 17.00 น. ข้าพเจ้ากับน้องแอนกำลังจะกลับบ้าน น้องแอนรอข้าพเจ้าอยู่นอกห้องพักเวร ได้ยินเสียงป้าแน่งเรียก “แอน ๆ คุณยายปิวเสียแล้วน่ะ” ข้าพเจ้ารีบเดินออกมาจากห้องพักเวร ถามป้าแน่ง “จริงเหรอค่ะป้าแน่ง” ถามทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นความจริงแน่ ๆ ข้าพเจ้ากับน้องแอนมองหน้ากันรู้สึกสงสารคุณยายเหมือนๆกัน ป้าน้อยโทรมาบอกคุณยายจากไปอย่างสงบ น้องอู๋ ป้าออน ยังคงกุมมือจนกระทั่งคุณยายจากไป ความผูกพันธ์ของคุณย่ากับหลานชายสุดที่รัก ยากที่จะบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้การได้จากโลกนี้ไปท่ามกลางคนที่รัก คงทำให้คุณยายอบอุ่นและสุขใจอย่างที่สุด ...
* การทำสิ่งดี ๆ ตอบแทนคนที่คุณรักครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากกัน คุณล่ะทำอะไรดี ๆ เพื่อคนที่คุณรักหรือยัง*