แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กันตพัฒน์ อภิญญาฐิติพงษ์ หอผู้ป่วยใน1 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กันตพัฒน์ อภิญญาฐิติพงษ์ หอผู้ป่วยใน1 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พี่สอนน้อง Ward 1


    พี่ขวัญจะแนะนำการดูแลและวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยระยะสุดท้าย  สำหรับแนวทางการดูและผู้ป่วยระยะสุดท้ายหอผู้ป่วยใน  โรงพยาบาลด่านซ้าย  ตั้งแต่ปี 2554  แบ่งเป็น  ประเภทคือ  ประเภทแรกผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ดูแลแบบประคับประคอง  และประเภทที่  เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ใกล้ตาย          การที่จะเข้าสู่การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้นจะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนว่าผู้ป่วยรายนี้  เข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิตหรือยัง  และก่อนที่จะดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้น  เจ้าหน้าที่บุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานก่อน  ในชีวิตของมนุษย์  และสรรพสัตว์ในโลกนี้          ร่างกายและจิตใจของมนุษย์  ตามหลักพุทธศาสนา  แท้ที่จริงคือรูปกับนาม  รูปคือการประชุมรวมกันของธาตุทั้ง  4  คือ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  หากเกิดความไม่สมดุลของธาตุใดธาตุหนึ่ง  จะทำให้เกิดความเจ็บป่วย  จนถึงเสียชีวิตได้
      1.  ธาตุดิน  ในร่างกายคนเรามี  20  อย่าง  คือ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูก  เยื่อในกระดูก  ม้าม  หัวใจ  ตับ  พังผืด  ไส้อ่อน  ไส้ใหญ่  อาหารใหม่  อาหารเก่า  มันสมอง
      2.  ธาตุน้ำ  คือของเหลวที่อยู่ในร่างกาย  เช่น  ดี  เสลด  หนอง  เลือด  เหงื่อ  มัน
      3.  ธาตุไฟ  คือ  อุณหภูมิในร่างกาย  รวมถึงไฟธาตุ (อุณหภูมิที่ย่อยอาหารได้)
      4.  ธาตุลม  คือ  ลมที่อยู่ในร่างกาย  ถ้าพัดขึ้นข้างบน เช่น การหาว  การเรอ  ถ้าพัดลงข้างล่าง  เช่น การผายลม  ลมในท้องทำให้ปวดเส้นท้อง  ลมที่พัดทั่วร่างกาย  ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้  และลมหายใจเข้า-ออก
    ธาตุทั้งหลายมีลักษณะของตนโดยเฉพาะ  ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนเรา  เขา  ฉะนั้นจึงพิจารณาลักษณะที่แท้จริงโดยความเป็นธาตุไว้  เพื่อจะได้ไม่ทุกข์กังวลกับการเสื่อมนาม  คือจิตใจเป็นธรรมชาติ  รับรู้สิ่งต่าง ๆ  คือรู้อารมณ์ทำหน้าที่เห็น  ได้ฟัง  รู้กลิ่น  รู้รส  รู้สึกต้องการสัมผัส   ถูกต้องทางกาย และความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ
   จิตมีอำนาจสั่งสมกรรม  กรรมทั้งหลายที่ทำลงไปแล้วถูกตรึงไว้ด้วยอำนาจของจิตเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยรายใดเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิตแล้ว  พยาบาลที่ดูแลจะต้องประเมินและแยกประเภทออกเป็นแบบระคับประคอง  และแบบผู้ป่วยใกล้ตายโดยใช้  PPS Scale ถ้าคะแนนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 % ถือว่าเป็นคนไข้ที่ใกล้ตาย 
   ในทางกาย ก็จะดูแลให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบายตามแผนการพยาบาล  และลดความทุกข์ทรมานตามแผนการรักษา  ของแพทย์ตามอาการ  ติดตามการดำเนินโรคของผู้ป่วย  การดูแลให้อยู่ในห้องแยกพิเศษเป็นสัดส่วน  จะต้องอธิบายวิธีการใช้ห้องให้ผู้ป่วยและญาติรับทราบด้วย  เช่น  การเปิด VCD ธรรมะการอ่านหนังสือสวดมนต์การเก็บหนังสือในชั้นวาง  ถ้าห้องไม่ว่างให้ดูแลผู้ป่วยในห้องรวม  โดยผู้ป่วยต้องได้รับความสุขสบายตามความเหมาะสม
  ในทางด้านจิตใจ  การดูแลผู้ป่วยตามแนวทางวิถีพุทธก็จะแบ่งเป็นระดับการดูแลโดยคำนึงถึง สภาวะจิตใจ  และศรัทธาที่ผู้ป่วยมีต่อพระพุทธศาสนา โดยแบ่งเป็น  4 ระดับ คือ
     ระดับ  ผู้ป่วยที่มีจิตในเข้มแข็ง  มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสูง  เข้าใจธรรมะขั้นสูง มีการเจริญภาวะนาเป็นประจำ  ผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะได้รับการดูแลตามสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ  เช่น  การฟังธรรมะ  สวดมนต์ไหว้พระ  ทำบุญถวายทาน  การเจริญสติตามแนวทางที่เคยปฏิบัติ  การปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจ  พิธีขออโหสิกรรม
    ระดับ  B ผู้ป่วยที่มีจิตใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาในระดับกลาง ๆ คือผู้ที่มีศรัทธาชอบทำบุญรักษาศีล แต่ไม่ค่อยเจริญภาวนา คนกลุ่มนี้จะได้รับการดูแลในสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ เช่น การฟังธรรม สวดมนต์ไหว้พระถวายทาน ปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจ พิธีขออโหสิกรรม
    ระดับ  ผู้ป่วยที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาน้อย  มีความเชื่อ ศรัทธา แต่ไม่ค่อยได้ทำบุญตักบาตร ทำบุญตามที่เคยทำตาม ๆ กันมา  คนกลุ่มนี้จะไดรับการดูแลในสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ  เช่น  การทำบุญตักบาตร  ถวายทาน  สวดมนต์  ไหว้พระ  เปิดเทปธรรมะ  ปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจ  ทำพิธีขออโหสิกรรม
      ระดับ  ผู้ป่วยที่มีศรัทธาในพุทธศรัทธาน้อยมาก  ไม่ค่อยได้ทำบุญทำทาน  ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการทำงานทำมาหากินเลี้ยงชีพ  คนกลุ่มนี้จะดูแลโดยได้อยู่ท่ามกลางบุคคลที่รัก  พูดถึงสิ่งดี ๆ ในชีวิต  ปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจ  ให้ได้รับสุข ทางรูป  รส  กลิ่น  เสียง  ทำพิธีขออโหสิกรรม
  การให้การพยาบาลทุกครั้งจะต้องใช้การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย  ร่วมกับครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดของผู้ป่วยด้วย  และให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับผู้ป่วยและญาติให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ  ว่าจะทำอย่างไรกับช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่
    -  ผู้ป่วยประคับประคองจะได้ทำในสิ่งที่ค้างคาใจ ทำพินัยกรรมชีวิตของตัวเอง
    - ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ถ้ายังมีสติอยู่ สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะเสียชีวิตที่บ้านหรือที่โรงพยาบาล และถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ให้ญาติที่ใกล้ชิดตัดสินใจ พยาบาลเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจ
    -  ผู้ป่วยที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล การดูแลด้านร่างกาย เช่น อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย 
การแต่งตัว  สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
   -  การแนะนำญาติเรื่องใบมรณบัตร  แนะนำญาติเรื่องขั้นตอนต่าง ๆ ทางกฎหมาย  และระเบียบการติดต่อรับศพก่อนออกจากโรงพยาบาล
   - การดูแลด้านจิตใจญาติและครอบครัวหลังการเสียชีวิต  ด้วยความเอาใจใส่และเข้าใจ  
   ผู้ป่วยที่ญาติขอกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน  พยาบาลจะต้องให้ข้อมูล  คำแนะนำการดูแลผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิต  การให้ความมั่นใจในการผู้ดูแลเป็นสิ่งสำคัญ  ให้เบอร์โทรศัพท์หอผู้ป่วยใน  1 กับญาติไว้เพื่อประสานและโทรฯมาปรึกษาเกี่ยวกับอาการคนไข้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  และให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยหลังเสียชีวิตและขั้นตอนทางกฏหมายเมื่อผู้ป่วย   เสียชีวิตที่บ้านด้วย
  การดูแลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นข้อมูลที่น้องใหม่และพยาบาลทุกคนในหอผู้ป่วยใน  ต้องรับทราบและปฏิบัติ  ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด  และตายอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
    สิ่งที่น้อง ๆ ทำได้ดีคือ  การประเมินคนไข้และเมื่อรับเข้ามาในตึก  ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เข้ามา ถ้ามีอาการเปลี่ยนแปลงน้อง ๆ ในเวรก็มีการเข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วยเป็นระยะ  ถึงแม้งานในตึกจะยุ่งยังไงก็ตาม 
   ในเวลาที่กล่าวขออโหสิกรรมผู้ป่วยในน้อง ๆ บางคนที่ไม่ค่อยได้ทำ  แต่เมื่อได้รับ มอบหมาย จากพี่หัวหน้าเวรก็จะมีการซ้อมอ่านคำอโหสิกรรม  ก่อนพาญาติขอขมาผู้ป่วย  เมื่อถึงเวลาจริง ๆ ก็สามารถทำได้ด้วยความมั่นใจ..
  คุณป้าคนหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเข้ามารับการรักษาแบบประคับประคองที่เรา  คุณป้าเป็นคนรักสวยรักงามมากและสภาพจิตใจเข้มแข็ง  เข้ามาตอนแรกคุณป้ายังพูดคุยรู้เรื่องบอกกับเราว่า  “ช่วยแต่งหน้าให้ป้าด้วยเมื่อถึงวันที่ป้าต้องไป ป้าอยากไปแบบสวยๆ” และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่คุณป้าจากเราไปไม่มีวันกลับ น้องปิกนิกพยาบาลน้องใหม่ของเราได้ช่วยแต่งหน้าให้คุณป้า น้องได้พยายามทำและแต่งหน้าให้คุณป้าสวยที่สุด ใบหน้าของคุณป้าดูสวยเหมือนคนที่กำลังนอนหลับสนิท  ญาติๆของคุณป้าประทับใจมาก ขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง   “เป็นครั้งแรกที่หนูแต่งหน้าศพ” น้องปิกนิกบอก...
   และความรู้สึกที่เหมือน ๆ กันของพวกเราเกือบทุกคนก็คือ  เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตในเวรดึก.. มันออกจะดูวังเวงสักหน่อย  เพราะเราขึ้นเวรกันแค่ 3 คน คือพยาบาล  คน  ผู้ช่วยเหลือคนไข้  คน นอกนั้น  ญาติและผู้ป่วยส่วนใหญ่จะนอนหลับกันหมด..
  ในเวรนั้นพวกเราก็จะรักกันมากเป็นพิเศษ...  ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ...เกาะกลุ่มกันไว้ ... เปิดไฟให้สว่างทั่วตึก  เวลาเข้าไปดูว่า Formalin ที่ drip ไว้หมดหรือยัง  เราจะต้องมีเพื่อนเดินไปด้วยกันเสมอ  มันก็มีบ้างแต่ไม่ทุก Case หรอกนะค่ะ  น้องใหม่ ward 1 สู้ ๆ ค่ะ

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

เพราะเราผูกพันธ์....

วันนี้ป้าแน่งกับป้าน้อย จะพาพยาบาลหอผู้ป่วยใน 1ไปเยี่ยมบ้าน ไปดูงานด้วย ไปดูซิว่าเวลาป้าๆไปเยี่ยมบ้านเป็นยังไงกันบ้าง เวลา 13.00น.รถออกจากโรงพยาบาลป้าแน่งบอกว่า วันนี้เราจะไปเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2 คนที่บ้านหนองฟ้าแลบ คนแรกชื่อยายปิวเป็นมะเร็งตับอ่อน คนที่ 2ยายคำฝุ่นเป็นมะเร็งปอด พี่ต้นคนขับรถขับรถไปเรื่อยๆระหว่างทางพี่แน่ง เล่าให้ฟังว่าความจริงแล้ววันนี้ไม่ใช่โปรแกรมออกเยี่ยมบ้านแต่จะพาน้องไปเยี่ยมยายเพราะว่าคุณยายดูไม่ค่อยดี การไปเยี่ยมคุณยายครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว เดี๋ยววันนี้เราจะไปเยี่ยมยายปิวก่อนคงใช้เวลาไม่มากนัก แล้วค่อยไปเยี่ยมยายคำฝุ่น
รถมาจอดหน้าบ้าน 2 ชั้น บ้านดูเงียบ ๆ แต่เปิดประตูไว้ พี่แน่งเดินเข้าไปหน้าบ้าน “สวัสดีค่ะหมอมาเยี่ยมค่ะ” สักครู่ป้าออนลูกสะใภ้ยายปิวเดินออกมายิ้มสวัสดีทักทาย พาเรา ป้าแน่ง ป้าน้อย เดินเข้าไปในห้อง ยายปิวนอนอยู่ในห้องชั้นล่างหลับตา ดูเหมือนอ่อนแรงเต็มที ป้าออนบอกว่า ยายไม่ยอมทานอะไรเลยตั้งแต่เช้าวันนี้นอนเป็นส่วนใหญ่ ปลุกก็ไม่ตื่น ป้าแน่งเข้าไปนั่งที่บนเตียงกับคุณยาย จับมือถามด้วยน้ำเสียงเอื้ออาทร “ยายเป็นไงบ้างหมอมาเยี่ยม” ยายปิวขยับตัวเล็กน้อยรับทราบถึงการมาของผู้มาเยือน ขวัญจับมือยายปิวดูปลายมือปลายเท้า เริ่มเขียวเย็นชื้น คุณยายหายใจแผ่ว ๆ ด้วยความลำบาก ดูเหมือนครั้งนี้ยายอาการทรุดลงมาก
ป้าแน่งเล่าว่า ครั้งแรกที่มายายยังพูดคุยได้ รู้ตัวรู้เรื่องดี คุณยายรู้สึกแปลกใจที่มีคุณหมอจากโรงพยาบาลด่านซ้ายมาเยี่ยม ป้าออน เล่าว่าหลังจากที่ป้าแน่งกลับคุณยายดีใจใหญ่ โทรไปเล่าให้ลูก ๆ หลาน ๆ ที่สกลนครฟังว่ามีหมอมาเยี่ยมด้วย คุณยายเป็นคนสกลนครพึ่งย้ายมาอยู่กับลูกชายที่บ้านหนองฟ้าแลบได้ 2 เดือนหลังจากป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน
การเยี่ยมครั้งที่ 2 ที่ป้าแน่งมาเยี่ยม ยายยังพูดได้ ยิ้มดีใจเมื่อป้าแน่งและน้องแอน (พยาบาลหอผู้ป่วยใน 1) ไปเยี่ยม คุณยายบอก “ไม่ห่วงอะไรแล้ว” มีเหนื่อยมากขึ้น เวลาลุกทำกิจกรรมเหนื่อยง่าย แต่ยายไม่เหนื่อยใจ ยายมีความสุขมากที่ได้อยู่ท่ามกลางลูกหลานอันเป็นที่รัก ตอนนี้คุณยายใส่ Pampers ไว้เพราะลุกเข้าห้องน้ำไม่ไหว น้องอู๋ก็จะเป็นคนคอยเปลี่ยน Pampers เช็ดเนื้อเช็ดตัวทำความสะอาดให้ยายปิวด้วยความเต็มใจ เวลาออกไปธุระข้างนอกก็จะรีบกลับมาหาคุณยาย ทำงานอยู่ใกล้ ๆ คอยฟังเสียงเรียกของย่า
น้องอู๋ เป็นลูกชายป้าออนกับคุณลุงตำรวจที่เป็นลูกชายยายปิว ยายปิวผูกพันธ์กับหลานคนนี้มาก เพราะยายเลี้ยงมาตั้งแต่แรกเกิด สองยายหลานจะสนิทกันมาก “เขารักของเขา” น้องอู๋เป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ อายุ 28 ปี ตั้งแต่รู้ว่ายายไม่สบาย น้องอู๋ก็ลาออกจากสโมสรฟุตบอล มาดูแลยายโดยเฉพาะ
ตื่นเช้าขึ้นมาทุกเช้า น้องอู๋ จะตื่นขึ้นมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ยาย พายายเข้าห้องน้ำ ทำกับข้าวให้ยาย และพายายไปใส่บาตรหน้าบ้านทุกเช้า เป็นภาพประทับใจที่ใคร ๆ เห็นแล้วชื่นใจ เด็กหนุ่มในวัยนี้ แทนที่จะไปเที่ยวเล่น อยู่กับเพื่อน แต่กับมาอยู่กับย่า ดูแลด้วยความใส่ใจตลอดทั้งวัน น้องอู๋จะคอยดูแลยายปิวอยู่ไม่ห่าง ห้องที่นอนเป็นห้องของน้องอู๋ รอบ ๆ ห้องมีภาพนักกีฬาที่น้องอู๋ชื่นชอบติดอยู่เต็มไปหมดแต่บนหัวเตียงที่ยายปิวนอนอยู่ด้วยเป็นรูปหลวงปู่ หลวงพ่อที่ยายปิวศรัทธา

แต่การมาเยี่ยมครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 คุณยายเรียกไม่ลืมตา ไม่มีเสียงพูด เสียงหัวเราะเหมือนครั้งก่อน ป้าแน่งนั่งจับมือ พูดข้าง ๆ หูคุณยาย “ถ้าเหนื่อยมากก็พักนะค่ะคุณยาย ทำบุญทำกุศลมาเยอะแล้ว ให้นึกถึงบุญทานที่เคยทำมา ไม่ต้องห่วงใครแล้วนะค่ะ”
ป้าออนบอกว่ายายปิวพูดครั้งสุดท้ายถามหาลุงตำรวจที่เป็นลูกชาย ป้าออนบอกว่าคุณลุงไปช่วยน้ำท่วม ที่อยุธยาตั้งแต่เมื่อวาน ป้าออนโทรบอกคุณลุงแล้ว ถึงอาการทรุดลงของยายปิว คุณลุงกำลังจะกลับมา
ป้าน้อยนั่งอยู่ข้าง ๆ ป้าแน่ง บอกให้ คุณยายภาวนา พุทธโธ หายใจเข้าพุธ หายใจออกโธ พูดไปน้ำตาไหลออกมา ด้วยความสงสารยาย เพราะว่าป้าน้อยรู้จักคุ้นเคยกับยายปิวนานแล้ว เคยเจอกันบ่อย ๆ เพราะแฟนป้าน้อยทำงานอยู่ที่เดียวกับลูกชายของยายปิว ป้าออนนั่งจับมือคุณยายอยู่อีกข้างน้ำตาซึม พูดไม่ให้ยายห่วงอะไร บอกลูกชายกำลังเดินทางมา
น้องอู๋เดินเข้ามาในห้อง ป้าแน่งบอกว่า ตอนที่คุณยายหายใจหอบขึ้น ปลายมือปลายเท้าเขียว เย็นยายคงอยู่กับเราอีกไม่นาน น้องอู๋นั่งลงแทบเท้าคุณยาย เอามือกุมเท้าคุณยายร้องไห้เงียบ ๆ ด้วยความเสียใจ ถึงแม้จะทำใจมานานแล้ว ความรู้สึกสูญเสียคนที่รักและผูกพันธ์ที่กำลังจะจากไป ไม่มีใครที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ในระหว่างนั้น คุณป้าออน เปิดเทปธรรมะที่ยืมมาจากโรงพยาบาลด่านซ้าย ให้คุณยายฟังเบา ๆ
ป้าน้อยยังร้องไห้ไม่หยุด ป้าแน่งน้ำตาคลอแต่ไม่ร้องไห้ ป้าน้อยค่อย ๆ ขยับตัวออกมา บอกให้น้องอู๋เข้ามานั่งกุมมือคุณยาย นั่งเป็นเพื่อนส่งยายเป็นครั้งสุดท้าย พูดคุยกับยายเป็นครั้งสุดท้าย น้องอู๋นั่งนิ่งพูดไม่ออก มีแต่แววตาที่มองคุณยายด้วยความห่วงใย ทุกคนนั่งเป็นเพื่อนยายปิว ส่งใจให้ยายไปสู่ภพภูมิที่ดี ป้าแน่ง ป้าออน พูดให้คุณยายสบายใจ อย่าห่วงกังวล คุณยายหายใจเหนื่อย ขยับแขนขาเล็กน้อย เรานั่งฟังเทปธรรมมะไปพร้อมคุณยายประมาณ 1 ชั่วโมง ป้าแน่งขอตัวกลับก่อน บอกลาและกราบที่หน้าอกยายปิวเป็นครั้งสุดท้าย ป้าแน่งถามว่า เรามีอะไรจะพูดกับยายไหม ข้าพเจ้าขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้ ๆ คุณยายพูดบอกให้คุณยายเข้มแข็ง ต่อสู้กับความเจ็บปวดก่อนที่ธาตุขันธ์จะแตกดับ อดทนต่อสู้กับความเหนื่อยที่ต้องเผชิญ ให้คุณยายนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่เคารพนับถือ นึกถึงครูบา อาจารย์ที่สกลนครที่คุณยายเคยกราบไหว้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ใจคุณยายมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีทานศีล กุศลที่ทำเป็นที่พึ่ง.....
ก่อนกลับ ป้าน้อยบอกว่าจะขอเป็นเพื่อนคุณยายต่อ ให้ป้าแน่งกับข้าพเจ้ากลับมาก่อนหลังจากบอกลา ยายปิวแล้ว ป้าออนออกมาส่ง ข้าพเจ้ากับป้าแน่งที่หน้าบ้านบอกกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ วันนี้คงไม่ได้ไปเยี่ยมยายคำฝุ่นแล้วเพราะเวลาคงไม่พอ ไว้วันหลังก่อนก็แล้วกัน....
ข้าพเจ้ากลับมาที่โรงพยาบาลเวลา 15.00 น. มาทำงานช่วยเพื่อนที่ตึกต่อ แต่ใจก็คิดถึงยายปิวว่าจะเป็นยังไงบ้าง เวลา 17.00 น. ข้าพเจ้ากับน้องแอนกำลังจะกลับบ้าน น้องแอนรอข้าพเจ้าอยู่นอกห้องพักเวร ได้ยินเสียงป้าแน่งเรียก “แอน ๆ คุณยายปิวเสียแล้วน่ะ” ข้าพเจ้ารีบเดินออกมาจากห้องพักเวร ถามป้าแน่ง “จริงเหรอค่ะป้าแน่ง” ถามทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นความจริงแน่ ๆ ข้าพเจ้ากับน้องแอนมองหน้ากันรู้สึกสงสารคุณยายเหมือนๆกัน ป้าน้อยโทรมาบอกคุณยายจากไปอย่างสงบ น้องอู๋ ป้าออน ยังคงกุมมือจนกระทั่งคุณยายจากไป ความผูกพันธ์ของคุณย่ากับหลานชายสุดที่รัก ยากที่จะบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้การได้จากโลกนี้ไปท่ามกลางคนที่รัก คงทำให้คุณยายอบอุ่นและสุขใจอย่างที่สุด ...
* การทำสิ่งดี ๆ ตอบแทนคนที่คุณรักครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากกัน คุณล่ะทำอะไรดี ๆ เพื่อคนที่คุณรักหรือยัง*